การยึดทรัพย์เมื่อเป็นหนี้ ตอนจบ

การยึดทรัพย์เมื่อเป็นหนี้ ตอนจบ

แนะ ความเข้าใจเกี่ยวกับการยึดทรัพย์เมื่อเป็นหนี้ บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต ตอนจบ

   และแล้วในที่สุดก็มาถึงตอนจบกันแล้วนะครับสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ เมื่อเวลาที่เราเป็นหนี้กับเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา แล้วเรื่องถึงโรงถึงศาล และถึงขั้นยึดทรัพย์ที่เราได้เขียนเอาไว้ 2 ตอนก่อนหน้านี้นะครับ สำหรับวันนี้ก็เป็นตอนสุด้ายแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าเหลือข้อมูลอะไรที่เราควรรู้อีกบ้างครับผม

⒎ ถ้าบ้านหรือคอนโดยังติดจำนองอยู่จะเป็นอย่างไร

ถ้าหากว่าเรามีบ้านหรือคอนโดที่เรายังติดจำนองไว้อยู่นั้น ทรัพย์สินเหล่านั้นจะมีชื่อของเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น บ้านหรือคอนโดเหล่านั้น จะสามารถถูกเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรานั้นทำการยึดได้ครับ โดยที่เมื่อทางเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรายึดมาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดี ก็จะทำการยื่นคำขอต่อศาล เพื่อให้มีการขาย บ้าน หรือ คอนโดเหล่านั้นทอดตลาดได้เลย แต่จำนวนเงินที่ได้มาจากการที่นำบ้านหรือคอนโดขายทอดตลาดเหล่านั้น จะต้องนำไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ที่รับจำนองบ้านหรือคอนโดเหล่านั้นก่อน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้มีประกัน และถ้าหลังจากนั้นเงินที่ได้จากการนำบ้านหรือคอนโดไปขายทอดตลาดมีเหลือหลังจากที่เจ้าหนี้จำนองรายนั้นได้รับการชำระหนี้หมดแล้ว เจ้าหนี้รายอื่นๆ ซึ่งก็คือเจ้าหนี้ที่ไม่มีประกัน ยกตัวอย่างเช่น เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา เจ้าหนี้บัตรเครดิต ถึงจะมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือเหล่านั้น

⒏ แล้วถ้าหากว่าเราไม่มีสินทรัพย์ให้เค้ายึดเลยล่ะ

ถ้าหากว่าเรานั้นไม่มีทรัพย์สินให้เค้าทำการยึดได้ เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา ตามคำพิพากษาก็จะไม่มีอะไรให้สามารถยึดได้เลย ดังนั้นก็จะได้แค่คำพิพากษาเท่านั้น แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเรานั้นจะรอดตัวนะครับ เพราะถ้าหาก เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเราตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้เริ่มกระบวนการบังคับคดีแล้วนั้น ภายใน 10 ปีนับตั้งแต่วันวันที่มีคำพิพากษาออกมาและต่อมาถ้าลูกหนี้ได้ทรัพย์สินใดๆมาในอนาคต หรือว่ามีงานและมีเงินเดือนขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลัง 10 ปีนั้น เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา จะต้องทำการสืบทรัพย์สินหรือสืบข้อเท็จจริงเหล่านี้เองว่าลูกหนี้นั้นมีสินทรัพย์ใหม่ หรือว่าได้รับเงินเดือนแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยังจะสามารถที่จะยึดทรัพย์เหล่านั้นได้เสมอ

⒐ แล้วเราจะล้มละลายด้วยรึเปล่า

การที่เรานั้นแพ้ในคดีสินเชื่อ เกี่ยวกับบัตรกดเงินสด บัตรเครดิต ในศาลต่อเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรานั้น ยังไม่ถึงกับทำให้เราเป็นบุคคลล้มละลายตามกฎหมาย นั้นก็เพราะว่า ในขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่งนั้นเป็นคนละขั้นตอนกับการดำเนินคดีล้มละลายนั้นเองครับ เพราะฉะนั้น เรานั้นจะเป็นบุคคลล้มละลายก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรานั้นฟ้องเราในคดีล้มละลายกับศาลล้มละลายกลาง และในเวลาต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้เรานั้นเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเองจะทำให้เรากลายเป็นบุคคลล้มละลายโดยสมบูรณ์ และการที่ เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา นั้นจะสามารถยื่นฟ้องเราในคดีล้มละลายได้นั้น เราเองจะต้องเป็นหนี้กับเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรา ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้รายเดียวหรือว่าจะหลายรายก็ตาม

⒑ และการบังคับคดีนั้นจะสิ้นสุดเมื่อไร

ถ้าสุดท้ายแล้วเรายังไม่สามารถที่จะหาเงินมาชำระกับเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเราได้ และเราก็ไม่อยากจะเป็นหนี้อีกต่อไป คืออยากจะเป็นไท ซักที ไม่ต้องมานั่งคอยว่าจะถูกยึดทรัพย์เมื่อไรนั้น และการบังคับคดีของศาลจะจบลงหรือสิ้นสุดเมื่อไรนั้น เหตุผลจะมีประมาณนี้ครับ

- ยังไงเราก็ต้องนำเงินมาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จนครบ ซึ่งตรงนี้กระบวนการบังคับคดีนั้นก็จะจบลงอย่างถาวรไปเลย

- ถ้าหากว่าเรามีการยื่นอุทธรณ์ในคำพิพากษาในศาลชั้นต้น และศาลนั้นได้มีการสั่งให้งดบังคับคดีไว้ก่อน

- ถ้าหากว่าเรานั้นบังเอิญว่าอยู่ดีๆก็โชคดีอย่างสุดๆ ทางเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรานั้นเผลอละเลย หรือ ลืมเราไป หรือว่าไม่ได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีภายในระยะเวลา 10 ปีนับจากวันที่ศาลชั้นต้นนั้นได้มีการพิพากษาให้เจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเราเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งผลก็คือเจ้าหนี้ผู้ที่ออกบัตรกดเงินสดให้กับเรานั้นจะหมดสิทธิในการบังคับคดีไปตลอดเลยนั้นเอง ซึ่งนั้นจะเป็นอะไรที่โชคดีมากๆ เพราะว่าจะทำให้เราหลุดจากการบังคับคดี และเป็นไทอย่างอิสระ

ทั้งหมดนี้ที่เรานั้นได้กล่าวไปในบทความความทั้ง 3 ตอนน่าจะช่วยให้ใครๆหลายคนที่กำลังประสบพบเจอกับปัญหาเกี่ยวกับการเป็นหนี้บัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตทั้งหลาย แล้วยังจะโดนศาลสั่งยึดทรัพย์อีก ก็น่าที่จะเข้าใจในข้อกฎหมายมากขึ้นนะครับผม และทางที่ดีก็คือ ไม่เป็นหนี้นั้นดีที่สุดนะครับ